Friday, June 28, 2013

การให้ปุ๋ย และการเก็บเกี่ยวมะม่วง

|0 comments
การให้ปุ๋ย
 http://twoladys.game-poipet.com/wp-content/uploads/2013/05/75.jpg
มะม่วงตั้งแต่เริ่มปลูกถึงอายุ 2 ปี

ทางดิน :  ใส่วัสดุปรับปรุงดินเกรด AAA “ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 0.5-1 กิโลกรัมต่อต้น ทุก ๆ 30-45 วัน  สลับกับการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7 อัตรา 150-300 กรัม(1-2 กำมือ)ต้น ปีละ 2-3 ครั้ง
ทางใบ :  ฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง)  อัตรา  30-50  ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก ๆ 15-20 วัน(1-2 ครั้งต่อเดือนเป็นประจำ)

ตารางสรุปการให้ปุ๋ยมะม่วงที่ให้ผลผลิตแล้วหรือต้นอายุ 3 ปีขึ้นไป :

ช่วงเวลา
ทางดิน
ทางใบ
หลังเก็บเกี่ยวและตัดแต่งกิ่งแล้ว
ครั้งที่ 1 ใส่ ยักษ์เขียว เกรดAAA สูตรเข้มข้น(แถบทอง)อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้น
ครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7 อัตรา 0.5 กิโลกรัมต่อต้น ห่างจากครั้งแรก 30 วัน
ไบโอเฟอร์ทิล สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง อัตรา 30-50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร(0.5 ลิตรต่อน้ำ 200 ลิตร) + อาหารเสริมรวม "คีเลท" อัตรา 5-10 กรัมฉีดพ่นทุก ๆ 10-14 วัน ประมาณ 5 ครั้ง
เตรียมต้นสะสมอาหาร
ใส่ ยักษ์เขียว เกรดAAA สูตรเข้มข้น(แถบทอง)อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้น  เพื่อสะสมอาหารในต้น
ปุ๋ยสูตร 0-52-34  อัตรา 50-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน ช่วยบังคับต้นให้สะสมอาหาร ไม่ให้แตกใบอ่อน
กระตุ้นดอก เร่งช่อยาว

ฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง อัตรา 50-80 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร(0.5 ลิตรต่อน้ำ 200 ลิตร + อาหารเสริมรวม "คีเลท" อัตรา 5-10 กรัม ฉีดพ่นทุก ๆ 10-14 วัน ประมาณ 4-5 ครั้ง
ติดผลจนถึงเก็บเกี่ยว
ครั้งที่ 1  เมื่อติดเม็ดขนาดเท่ามะเขือพวง ใส่ ยักษ์เขียว เกรดAAA สูตรเข้มข้น(แถบทอง)อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้น 
ครั้งที่ 2  หลังจากครั้งแรก 30 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 0.5 กิโลกรัม + ยักษ์เขียว เกรดAAA สูตรเข้มข้น(แถบทอง)อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้น
ครั้งที่ 3  หลังจากนั้นอีก 30 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือ 24-4-24 อัตรา 0.5 กิโลกรัม+ปุ๋ยอินทรีย์ตรายักษ์เขียว สูตร 1 (แถบทอง)อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้นต่อต้น
ฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล สูตรเร่งขนาดผล อัตรา 50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร บวกกับ อาหารเสริมรวม “คีเลท” อัตรา 5-10 กรัมฉีดพ่นทุก ๆ 10-14 วันจนถึงเก็บเกี่ยว
   
หมายเหตุ :   

1.  อัตราการใส่ปุ๋ย ควรปรับใช้ตามขนาดต้น อายุพืช และความอุดมสมบูรณ์ของดิน ใช้ตามค่าการ วิเคราะห์ดินและพืช  และควรกำจัดวัชพืชใต้ทรงพุ่มก่อนใส่ปุ๋ยทุกครั้ง และหากมีการตัดแต่งทรงพุ่มและควบคุมขนาดของทรงพุ่มไม่ให้มีขนาดใหญ่มากจนเกินไป  จะทำให้ประหยัดปุ๋ยทางดินที่ใส่และยังประหยัดค่าแรงในการเก็บเกี่ยวอีกด้วย โดยขนาดทรงพุ่มที่เหมาะสม ควรมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน  4 เมตร และสูงไม่เกิน 5 เมตรซึ่งหากทรงพุ่มอยู่ในช่วงที่กล่าวแล้ว การใช้ปุ๋ยเคมีแต่ละช่วง สามารถใช้เพียงต้นละ 0.5 กิโลกรัมร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ตรายักษ์เขียว 1-3 กิโลกรัม(ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิต) มะม่วงก็จะให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีและมีปริมาณมากเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุน ทำให้มีส่วนต่างของกำไรมาก
2.  เมื่อปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นแล้ว  จะ พบว่าผลผลิตที่ได้จะมีคุณภาพดี(ติดดก,ลูกใหญ่,ได้น้ำหนัก) โดยที่เทียบเปอร์เซ็นต์ต้นทุนต่อผลผลิตแล้วจำนวนเงินกำไร(ผลตอบแทน)เพิ่ม ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ทำให้ได้เปรียบกว่าสวนอื่น ๆ ที่ลงทุนปุ๋ยและยาปริมาณมาก ๆ
3.  ช่วงที่อากาศมีความชื้นสูง หากพบการระบาดของโรคราในพืชให้เว้นการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบทุกชนิดในช่วงนั้น แล้วใช้ยาป้องกันและรักษาโรคฉีดพ่นตามอาการ 1-2 ครั้งก่อน จึงเริ่มใช้ปุ๋ยทางใบต่อไปได้
4.  การป้องกันแมลงศัตรูพืชก่อนที่จะเข้ามาทำลายต้นโดย การใช้ ไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง)นั้นจะประหยัดต้นทุนและลดความเสียหายได้ดีกว่า  การใช้ยาฆ่าแมลงกำจัดเมื่อมีการระบาด ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองต้นทุนมาก และมีความเสี่ยงที่แมลงจะดื้อยา ทำให้ต้องใช้ยาแรงขึ้น  สิ้นเปลืองทั้งเงินและสุขภาพของผู้ใช้เอง
5.  สำหรับในพื้นที่ ที่มีการปลูกพืชกันมาก  แนะ นำให้ใช้ไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) สลับหรือร่วมกับการใช้สารเคมีควบคุม อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ผลและลดต้นทุนการผลิตการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6. การใช้ ปุ๋ยอินทรีย์ ยักษ์เขียว  ร่วมด้วยเป็นประจำ  จะทำให้ต้นทุนปุ๋ยและสารทางดินต่อชุดการผลิต ลดลงได้ประมาณ 30-50 % โดยที่ผลผลิตที่ได้ยังเป็นปกติหรือดีกว่าเดิม และสังเกตได้ว่าสารอินทรีย์ในเนื้อปุ๋ยทำให้สภาพดินดีขึ้น  ดินโปร่ง อุ้มน้ำได้ดี  และพืชตอบสนองต่อการให้ปุ๋ยทางดินดีกว่าเดิม ในระยะยาวปัญหาเรื่องโรคทางดินน้อยกว่าแปลงข้างเคียงที่ไม่ได้ใช้ ผลในทางอ้อม  เนื่อง จาก ยักษ์เขียว เป็นสารอินทรีย์แท้ จึงกระตุ้นจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ให้ย่อยปุ๋ย(เคมี)ที่ตกค้างในดินทำให้ รากพืชสามารถดูดซึมกลับไปใช้ได้ ธาตุอาหารในดินจะสมดุลมากกว่า


สรุปเทคนิคการปฏิบัติเพื่อช่วยให้มะม่วงติดผลมาก

1. มะม่วงในฤดู  เมื่อต้นเริ่มแทงช่อ ให้ฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล (สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง)  อัตรา  50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร + อาหารเสริมรวม “คีเลท” อัตรา 5-10 กรัมฉีดพ่นทุก ๆ 7-10 วัน จนกระทั่งดอกบาน ช่อดอกที่ได้จะสมบูรณ์ ติดดอกออกผลมาก และปัญหาเรื่องการระบาดของเพลี้ยจั๊กจั่นจะลดลง  ประหยัดต้นทุนสารเคมีกำจัดแมลง

2. มะม่วงนอกฤดู หลังจากราดสาร 21-30 วัน ให้ฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล (สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง)   อัตรา  50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร (1/2 ลิตรต่อน้ำ 1 ถัง 200ลิตร) + อาหารเสริมรวม “คีเลท” อัตรา 5-10 กรัมฉีดพ่นทุก ๆ 7-10 วัน จนกระทั่งดอกบาน ช่อดอกที่ได้จะสมบูรณ์ ติดดอกออกผลมากสม่ำเสมอทั้งต้น และยังช่วยลดปัญหาเรื่องแมลงศัตรูพืชเข้าทำลายช่อดอก

3. ช่วงที่กระตุ้นดอก กรณีความชื้นในอากาศสูงหรือในช่วงฤดูฝน ควรใช้สารควบคุมโรคราหรือ ชีวภัณฑ์กำจัดโรครา(ปลอดสารพิษ) ไตรโคแม็ก อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นป้องกันเป็นระยะตามความเหมาะสม

4. เมื่อช่อมะม่วงเจริญพ้นพุ่มใบออกมาอย่างเด่นชัดแล้ว ควรรดน้ำให้ดินชุ่มอยู่เสมอ  การรดน้ำควรรดแต่น้อยก่อน แล้วจึงเพิ่มมากขึ้น เรื่อย ๆ จนถึงที่เคยรดให้ตามปกติ

5. ในพื้นที่ที่มักมีการระบาดของแมลงศัตรูพืชรุนแรง  ควรพ่นไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง)ร่วมกับยาเพื่อป้องกันกำจัดแมลงที่จะมาทำลายช่อมะม่วง,หนอนเจาะผล,แมลงวันทอง  ได้แก่ ชีวภัณฑ์กำจัดแมลงศัตรูพืช(ปลอดสารพิษ) “เมทาแม็ก” + ชีวภัณฑ์ปลอดสารพิษ(กำจัดหนอน) “บาร์ท๊อป”  ฉีดพ่นเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องระมัดระวัง(แทงช่อดอก,ติดผล)  หรืออาจใช้สารเคมีกำจัด  อาทิเช่น อิมิดาโคลพริด, เอ็นโดซัลแฟน หรือบีพีเอ็มซี อัตราตามฉลาก(ครั้งแรกใหพนระยะที่ดอกยังตูม หรือสำรวจพบเพลี้ยจั๊กจั่น 3 ตัวต่อช่อและครั้งที่สองเมื่อเห็นวามะมวงติดผลมีขนาดเทาหัวแมลงวัน การพ่นยาครั้งที่สองอาจเติมยากันราลงไปดวยถ้าเห็นวายังมีราดำอยู่ตามช่อ ดอกและใบ)หรือ พ่นคาร์บาริล อัตราตามฉลาก ทุก ๆ 7-10 วัน หากไม่ต้องการพ่นยากำจัดแมลง ให้ฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล (สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง)อัตรา 50-100 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร  ทุก ๆ 7-10 วัน และป้องกันการเข้าทำลายของโรครา ด้วยการฉีดพ่น  โปรคลอราซ หรือ เบโนมิล ในช่วงก่อนดอกบาน

 การเก็บเกี่ยว
          การ เก็บผลมะม่วงเป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่ง ต้องเก็บให้ถูกต้อง เพื่อให้ผลมะม่วงที่ได้มีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาดไม่อ่อนเกินไป หรือปล่อยไว้จนสุกงอมเกินไป  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมะม่วง และความใกล้ไกลของตลาด เป็นสำคัญ ข้อสังเกตง่ายๆ ว่ามะม่วงจะแก่เมื่อใดนั้น สิ่งที่น่าสังเกต  2 ประการคือ
1. แก้มผลทั้ง 2 ข้างพองโตเต็มที่ สีผิวเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีขาวจาง สังเกตจากผิวของผลมะม่วงมีสีขาวนวลหรือไขปกคลุมผล
          2. เก็บตัวอย่างผลมะม่วงมา 2-3 ผล เพื่อทดสอบ โดยนำมะม่วงมาแช่น้ำดู หากผลมะม่วงจมน้ำแสดงว่าแก่จัด ถ้าลอยแสดงว่ายังอ่อนอยู่  และเวลาเก็บต้องอย่าให้ช้ำ มิฉะนั้นจะเน่าและเสียได้ง่ายเวลามะม่วงสุก

การบังคับให้มะม่วงออกดอก

|0 comments
รอบระยะพัฒนาการของผลมะม่วง
ระยะการพัฒนาจนครบรอบเป็นดังนี้
มิถุนายน(ตัดแต่งกิ่ง) กรกฎาคม(ตัดแต่งกิ่ง>แตกใบอ่อน ครั้งที่ 1)สิงหาคม(แตกใบอ่อน) กันยายน(แตกใบอ่อน ครั้งที่ 2) ตุลาคม(พักตัว) พฤศจิกายน(พักตัว) ธันวาคม(แทงช่อดอก)
มกราคม--->ดอกบาน  กุมภาพันธ์(ผสมเกสร ตัดผลอ่อน) มีนาคม(ขยายผล)  เมษายน(เข้าไคล) พฤษภาคม(เข้าไคล>ผลแก่>เก็บเกี่ยว)
การบังคับให้มะม่วงออกดอก

การบังคับให้ต้นมะม่วงออกดอก ด้วยสารพาโคลบิวทราโซล โดยราดสารนี้ลงในดินรอบๆ ต้น ซึ่งมีวิธีการดังนี้คือ
1)  ต้องบำรุงต้นมะม่วงให้ สมบูรณ์เต็มที่ก่อน กล่าวคือ หลังจากเก็บผลแล้วให้ตัดแต่งกิ่งใส่ปุ๋ยให้น้ำ เพื่อให้ต้นมะม่วงสมบูรณ์เต็มที่ หลังจากนั้นปล่อยให้มะม่วงแตกใบอ่อนอย่างน้อย 2 ชุด
2)  ระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการใช้สารคือ ช่วงที่ใบยังอยู่ในระยะใบอ่อนหรือใบพวง
3)  ก่อนราดสาร ควรตรวจดูดินที่มีความชื้นพอสมควร และเมื่อราดสารลงดินแล้วให้รดน้ำตามด้วย  เพื่อให้รากดูดสารได้อย่างเต็มที่
4)  หลังจากราดสารประมาณ 21-30 วัน ให้ฉีดพ่น ไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) อัตรา 50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก ๆ 7-10 วันเพื่อกระตุ้นช่อดอก ทำให้การออกดอกเป็นไปอย่างสม่ำเสมอทั้งต้น  ประมาณ เดือนถึง 2 เดือนมะม่วงก็จะออกดอก
5)  อัตราการใช้สารพาโคลบิวทราโซลเปลี่ยนแปลงไปตามขนาดและอายุของต้นมะม่วง ดังนี้
เส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม
อัตราการใช้สารต่อต้น*
2-3 เมตร
20-30 ซีซี
3-4 เมตร
30-40 ซีซี
4-5 เมตร
40-60 ซีซี
5-6 เมตร
60-100 ซีซี
6-10 เมตร
100-200 ซีซี
*อัตราการใช้นี้คิดจากผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรที่มีเนื้อสารพาโคลบิวทาโซล 10%
6)  การรดด้วยสารพาโคลบิวทราโซลให้รดทั่วบริเวณทรงพุ่มอย่างสม่ำเสมอ


การช่วยให้ช่อดอกมะม่วงติดผลดีขึ้น
เนื่องจากมีผู้สนใจปลูกมะม่วงกันแพร่หลาย และมักจะประสบปัญหาอย่างเดียวกันว่า มะม่วงออกช่อดอกแล้วไม่ค่อยติดผล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีหมอกลงจัดในขณะที่ช่อดอกกำลังบานแล้ว ก็จะยิ่งทำให้มะม่วงไม่ติดผล ซึ่งก็มีความเชื่อกันอย่างนั้น ซึ่งสาเหตุหรืออุปสรรคต่าง ๆ ที่ทำให้มะม่วงเมื่อออกดอกแล้วไม่ติดผล มีดังต่อไปนี้คือ
1. สาเหตุอันเกิดจากเพลี้ยจั๊กจั่นและโรคราดำ

สาเหตุนี้เป็นสาเหตุที่ สำคัญที่สุดในการที่จะให้ช่อมะม่วงไม่ติดผล ซึ่งพบสาเหตุนี้ในเกือบทุกสวนมะม่วง หรือทุกต้นมะม่วงในท้องที่จังหวัดต่าง ๆ  เกือบทุกจังหวัดก็ว่าได้ การทำลายของเพลี้ยจั๊กจั่น หรือที่ชาวสวนเรียกกันว่า แมงกะอ้า กับโรคราดำนั้น เกิดควบคู่กันไป กล่าวคือ  เพ ลี้ยจั๊กจั่นทำลายช่อดอกมะม่วง โดยดูดน้ำเลี้ยงช่อดอกมะม่วง ทำให้ดอกมะม่วงขาดน้ำเลี้ยง ไม่สามารถเจริญต่อไปเป็นผลมะม่วงได้ ดอกจะร่วงหล่นในที่สุด และในขณะเดียวกัน เพลี้ยจั๊กจั่นก็จะขับถ่ายออกมา เป็นของเหลวที่มีรสหวาน ที่เป็นอาหารอันโอชะของเชื้อราดำ  ซึ่ง มีอยู่ทั่วไปในบรรยากาศ ทำให้ราดำเจริญได้ดีตามช่อดอกมะม่วง เห็นช่อดอกมะม่วงเป็นสีดำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเกิดมีหมอกลงจัด นั่นย่อมหมายความว่า มีละอองน้ำในอากาศอยู่มาก มีความชื้นสูง ซึ่งธรรมชาติของเชื้อราดำหรือราต่างๆ จะชอบเจริญได้ดีในที่ๆ มีความชุ่มชื้นสูง ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า หมอกมีส่วนช่วยให้โรคราดำเจริญ หรือระบาดได้อย่างรวดเร็ว

วิธีป้องกัน  :  ใช้ ชีวภัณฑ์ปลอดสารพิษ “เมทา แม็ก” อัตรา 40-80 กรัมผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเพื่อกำจัดเป็นประจำ ทุก ๆ 5-7 วันในช่วงที่มะม่วงเริ่มแทงช่อ-ดอกบาน(ประมาณ 4-5 ครั้ง)

2. สาเหตุอันเกิดจากสิ่งอื่นๆ ที่นอกเหนือจากแมลงและโรคทำลายช่อดอก
เมื่อต้นมะม่วงมีอายุไม่ ถึงวัยที่จะออกดอกออกผล แต่ออกดอกก่อนกำหนด หรือการบำรุงต้นมะม่วงในช่วงระยะแรกตั้งแต่เริ่มเพาะปลูกนั้นไม่ดีพอ ต้นมะม่วงเหล่านี้ เมื่อออกดอกแล้ว มีดอกไม่ติดผล เพราะต้นมะม่วงยังไม่แข็งแรงและสมบูรณ์พอ อายุหรือวัยที่ต้นมะม่วงควรจะออกดอกออกผล คือ ถ้าปลูกด้วยกิ่งตอน ควรมีอายุประมาณ 3 ปี ถ้าปลูกด้วยกิ่งทาบหรือกิ่งติดตา ควรมีอายุประมาณ 4-5 ปี  จึงเริ่มออกดอกออกผล  ถ้าปลูกด้วยเมล็ด ควรมีอายุประมาณ 5-6 ปี ดังนี้เป็นต้น 
          วิธี ป้องกันรักษา คือ หมั่นดูแลรักษา และใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำ หากมะม่วงติดดอก ให้เด็ดดอกทิ้งเสียในขณะที่ช่อดอกเริ่มออก เพื่อต้นมะม่วงจะได้ไม่เสียน้ำเลี้ยงไปสร้างช่อดอกต่อไป ถ้าปล่อยช่อดอกไว้ไม่เด็ดทิ้ง อาจติดผลได้ แต่เป็นผลที่ไม่สมบูรณ์ และต้นมะม่วงจะมีการเจริญเติบโตของลำตนช้าลง หรือชะงักงัน
3. ต้นมะม่วงขาดน้ำ หรืออากาศแห้งแล้งในระยะที่มีช่อดอก จะทำให้ดอกเหี่ยวแห้ง และร่วงหล่นไปได้
        วิธีป้องกันรักษา คือ หลังจากมะม่วงออกช่อดอกแลว ให้รดน้ำอย่างสม่ำเสมออย่าปล่อยให้แห้ง
4.ต้นมะม่วงไม่สมบูรณ์และแข็งแรงพอ หากต้นมะม่วงไม่สมบูรณ์และแข็งแรงพอ ก็จะทำให้ช่อดอกมะม่วงไม่ติดผล เนื่องจากขาดอาหาร หรือน้ำเลี้ยงที่จะมาเลี้ยงช่อดอกหรือผลต่อไปได้
วิธีป้องกันรักษา : ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น และฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิลตามคำแนะนำ  และให้ตัดแต่งกิ่งมะม่วงที่แห้ง หรือกิ่งที่มีโรคหรือแมลงทำลาย ออกเสีย
อนึ่ง อาจมีสาเหตุอื่นอีกที่มะม่วงออกช่อดอก แล้วไม่ติดผล เช่น อาจเป็นเพราะ ในท้องที่ที่ปลูกมะม่วงนั้น มีแมลงช่วยผสมเกสรอยู่น้อย หรืออาจเป็นเพราะ ต้นมะม่วงที่ปลูกนั้นอยู่ในที่อับ ไม่มีลมพัดผ่าน และแสงแดดน้อย เรื่องพันธุ์มะม่วงก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เช่น มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ พันธุ์พิมเสนมัน มักจะออกดอกติดผลได้ดีกว่าพันธุ์อื่น และมักจะออกดอกนอกฤดูกาลอีกด้วย พันธุ์แรดมักจะออกดอกก่อนพันธุ์อื่น และออกดอกติดผลสม่ำเสมอเกือบทุกปี เหล่านี้เป็นต้น

วิธีการตัดแต่งกิ่ง และ การดูแลรักษา มะม่วง

|0 comments
การดูแลรักษา
http://www.rd1677.com/backoffice/PicUpdate/90345.jpg
1.  มะม่วงเริ่มปลูกถึงก่อนให้ผลผลิต
1.1 กำจัดวัชพืชใต้ทรงพุ่ม ใส่ปุ๋ยและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดปี
1.2 ตัดแต่งกิ่ง และจัดโครงสร้างต้น ให้เหมาะสมกับระยะปลูก
1.3 ป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้มะม่วงมีกิ่งแข็งแรงมีใบสมบูรณ์
2. มะม่วงระยะเจริญทางกิ่งใบ
2.1 หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต เสร็จแล้วทำการตัดแต่งกิ่งและใส่ปุ๋ยทางดินทันที พร้อมกับการให้น้ำ อย่างเพียงพอ เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโต และสร้างความสมบูรณ์ของต้น
2.2 มะม่วงแตกใบใหม่อย่างน้อย 2 รุ่นในรอบปี ดูแลรักษาให้ต้นและใบมะม่วงสมบูรณ์เต็มที่
3. การเตรียมความพร้อมสำหรับการสร้างตาดอก
ปลายฤดูฝนเมื่อได้ต้น มะม่วงที่แข็งแรงสมบูรณ์ ควบคุมให้ต้นพักตัวและสะสมอาหารมะม่วงจะสร้างตาดอก ในระยะนี้ โดยงดการให้น้ำก่อนฤดูออกดอกอย่างน้อย 2 เดือน และไถพรวนรอบชายนอกทรงพุ่ม เป็นการตัดรากมะม่วงบางส่วนและกำจัดวัชพืชพร้อมกัน ในกรณีที่มีฝนหลงฤดูตกลงมา ควรพ่นปุ๋ยทางใบ เช่น สูตร 0-52-34 อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ประมาณ 2-3 ครั้ง เพื่อยับยั้งไม่ให้มะม่วงแตกใบอ่อนและยังคงมีการสะสมอาหารต่อไป
การให้น้ำ
วิธีการให้น้ำ :  
1. การใช้ระบบให้น้ำแบบหัวเหวี่ยงเล็ก(มินิสปริงเกอร์) การปฏิบัติงานทำได้สะดวก ประหยัดแรงงานและพืชได้น้ำสม่ำเสมอ
2. การให้น้ำแบบสายยางรด หรือแบบปล่อยตามร่องขนาดเล็ก มีต้นทุนต่ำกว่าระบบแรก แต่ควบคุม ปริมาณน้ำที่ให้พืชได้ยาก ไม่สม่ำเสมอ ใช้น้ำ แรงงาน และเวลามากกว่าระบบหัวเหวี่ยงเล็ก
ปริมาณน้ำ : 
มะม่วงระยะบำรุงต้น มีความต้องการน้ำประมาณ 0.5 เท่าของอัตราการระเหยน้ำ กล่าวคือ ถ้าสภาพ อากาศมีอัตราการระเหยน้ำ 5 มิลลิเมตรต่อวัน (การระเหย 1 มิลลิเมตรเทียบเท่ากับน้ำ 1 ลิตรต่อ ตารางเมตร) ต้นมะม่วงที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 3 เมตร จะต้องให้น้ำประมาณ 22.5 ลิตรต่อต้น ต่อวัน (ครั้ง)
มะม่วงหลังการติดผล ถือเป็นระยะวิกฤตที่มะม่วงต้องการใช้น้ำมากที่สุด ประมาณ 0.7-0.8 เท่าของ อัตราการระเหยน้ำ กล่าวคือ ถ้าสภาพอากาศมีอัตราการระเหยน้ำ 5 มิลลิเมตรต่อวัน ต้นมะม่วงที่มี เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 5 เมตร จะต้องให้น้ำประมาณ 87.5-100 ลิตรต่อต้นต่อวัน (ครั้ง)
ความถี่ของการให้น้ำ
ขึ้นกับเนื้อดินและสภาพอากาศ ดินที่มีเนื้อดินเป็นดินทรายให้น้ำ 2-3 วันต่อครั้ง เนื้อดินเป็นดิน เหนียวให้น้ำ 4-5 วันต่อครั้ง อย่างไรก็ตามอาจใช้วิธีสังเกตจากความชื้นดิน และสภาพของใบมะม่วง ประกอบการวางแผนให้น้ำก็จะได้ผลดียิ่งขึ้น จากตัวอย่างที่ยกมาจากข้างบน ปริมาณการให้น้ำมะม่วง ระยะบำรุงต้นพืชต้องการน้ำ 22.5 ลิตรต่อต้นต่อวัน ถ้าต้องการให้น้ำ 4 วันต่อครั้งดังนั้นต้องให้น้ำ เท่ากับ 90 ลิตรต่อครั้ง
การงดให้น้ำ
ในช่วงก่อนมะม่วงออกดอก จะต้องงดให้น้ำจนกว่ามะม่วงเริ่มแทงช่อดอกแล้วจึงจะเริ่มให้น้ำอีก
การตัดแต่งกิ่ง
การจัดทรงหรือสร้างทรงพุ่มมะม่วง
เลือกลำต้นหลัก 1 ลำต้น ความสูง 75-100 เซนติเมตร
ทำลายตายอด ทำให้ตาข้างผลิเกิดเป็นกิ่งแขนง คัดเลือกกิ่งไว้ในทิศทางที่ต้องการ 3-5 กิ่ง และเลือกกิ่งไว้ ไปอีก 2-3 ครั้ง ตามขนาดทรงพุ่มที่ต้องการ
ขนาดพุ่มต้นควรคำนึงถึงความสะดวกในการทำงานรวมถึงความปลอดภัยและเหมาะสมกับเครื่องมือที่มีอยู่
วิธีการตัดแต่งกิ่ง
- การตัดแต่งกิ่งแบบบางเบา
เป็นการบังคับ และเลือกกิ่งให้เจริญเติบโตไปในทิศทางที่ต้องการ โดยตัดแต่งกิ่งที่ไม่ต้องการออก เช่น กิ่งที่โรคและแมลงทำลาย กิ่งกระโดง กิ่งไขว้ กิ่งไม่สมบูรณ์ กิ่งที่ผลิบริเวณ ปลายกิ่งที่แน่นมากเกินไปออก
- การตัดแต่งแบบปานกลาง
เมื่อพุ่มต้นใกล้จะชนกัน ตัดกิ่งรอบนอกทรงพุ่มทั้งหมดจากปลายยอดลึกเข้าหาศูนย์กลางต้นยาวประมาณ 50-100 เซนติเมตร  มะม่วงจะผลิตา แตกกิ่ง ใบใหม่มาทดแทน  แล้วคัดเลือกกิ่งและตัดแต่งกิ่งอย่างบางเบา หลังการตัดแต่งแบบปานกลางอีก 1-2 ครั้ง
- การตัดแต่งกิ่งแบบหนัก
เมื่อต้นอายุมาก ต้นถูกโรคและแมลงทำลาย หรือต้นทรุดโทรม  ควรสร้างโครงสร้างต้นมะม่วงใหม่(แต่งสาว) โดยตัดแต่งกิ่งเปิดกลางทรงพุ่มให้มีความสูง 1.5-3.0 เมตร ปริมาตรทรงพุ่ม ตัดออกไปประมาณครึ่งหนึ่ง  กิ่ง ที่ถูกตัดเป็นแผลขนาดใหญ่ควรทาแผลด้วยยาป้องกันกำจัดเชื้อรา หรือสีน้ำมันจากนั้นกิ่งจะผลิตาให้กิ่ง แขนงใหม่ จากนั้นทำการคัดเลือกและตัดแต่งกิ่งอย่างบางเบา 1-2 ครั้ง  เมื่อ กิ่งแขนงใหม่บริเวณกลางทรงพุ่ม มีโครงสร้างเจริญเติบโตแข็งแรงมาทดแทนกิ่งเดิม และคาดการณ์ จะสามารถให้ผลผลิตในปีต่อไปได้ ให้ตัดแต่งกิ่งโครงสร้างเก่าที่อยู่รอบนอกของ โครงสร้างใหม่ออก มีความยาวใกล้เคียงกับการตัดแต่งกิ่งเปิดกลางทรงพุ่ม คัดเลือกกิ่งและตัดแต่งกิ่งแบบบางเบา 1-2 ครั้ง  ช่วงแรกผลผลิตจะลดลงบ้างประมาณ 20-40 เปอร์เซ็นต์ แต่จะสามารถให้ผลผลิตได้เต็มที่ในปีที่ 3 หลังจากเริ่มตัดแต่ง กิ่งอย่างหนัก
   
หมายเหตุ : หลังจากตัดแต่งกิ่งทุกครั้งควรบำรุงต้นมะม่วงทันที ด้วยการใส่วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์แท้ เกรดAAA  ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง)  และฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) อัตรา 30-50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร  ทุก ๆ 10-14 วัน และให้น้ำตามปกติ เพื่อเร่งการผลิตาสร้างกิ่ง และใบใหม่ที่สมบูรณ์มาทดแทนได้อย่างรวดเร็ว 


การขุดหลุมปลูก และวิธีปลูก มะม่วง

|0 comments
http://www.ndoae.doae.go.th/images_article/2010004_1.jpg

2.  การขุดหลุมปลูก
2.1  การขุดหลุมปลูกทั้ง แบบปลูกบนร่องและปลูกในที่ดอน ควรปลูกให้เป็นแถวเป็นแนว เพื่อสะดวกในการดูแลรักษาและการปฏิบัติงาน ขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้างยาว และลึก 50 เซนติเมตร - 1 เมตร ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถ้าดินดี ร่วนซุย มีอินทรีย์วัตถุมากก็ขุดหลุมขนาดเล็กได้ ส่วนดินที่ไม่ค่อยดี ให้ขุดหลุมขนาดใหญ่ เพื่อจะได้ปรับปรุงดินในหลุมปลูกให้ดีขึ้น ดินที่ขุดขึ้นมาจากหลุมนั้น ให้แยกเป็นสองกอง คือ ดินชั้นบนแยกไว้กองหนึ่ง ดินชั้นล่างอีกกองหนึ่ง ตากดินที่ขุดขึ้นมาสัก 15 - 20 วัน แล้วผสมดินทั้งสองกองด้วยปุ๋ยอินทรีย์แท้ เกรด A ตรายักษ์เขียว สูตร 1 (แถบทอง) อัตรา 1-2 กำมือ ต่อหลุม รองพื้นด้วย แล้วจึงกลบดินลงไปในหลุมตามเดิม โดยเอาดินชั้นบนลงไว้ก้นหลุมและดินชั้นล่างกลบทับลงไปที่หลัง ดินที่กลบลงไปจะสูงกว่าปากหลุม ควรปล่อยทิ้งไว้ให้ดินยุบตัวดีเสียก่อน หรือรดน้ำให้ดินยุบตัวดีเสียก่อน จึงลงมือปลูกระยะปลูก
2.2  ระยะปลูกมีหลายระยะด้วยกัน แล้วแต่วัตถุประสงค์ในการปลูก ได้แก่ 
(1) ระยะปลูกแบบถี่ หรือการปลูกระยะชิด เช่น 2.5 X 2.5 เมตร, 4 X 4 เมตร หรือมากน้อยกว่านี้ตามความเหมาะสม ซึ่งจะได้มะม่วงประมาณ 256 ต้นต่อไร่ การปลูกระยะชิดนี้ จำเป็นจะต้องดูแลตัดแต่งกิ่งอยู่เสมอด้วย
(2) ระยะปลูกแบบห่าง เช่น 8 X 8 เมตร, 10 X 10 เมตร หรือมากน้อยกว่านี้ตามความเหมาะสม แนะนำให้ปลูกระยะ 8 X 8 เมตร หรืออย่างน้อยไม่ควรต่ำกว่า 6 X 6 เมตร สำหรับมะม่วงที่ขยายพันธุ์ด้วยการทาบกิ่ง
3.  วิธีปลูก
การปลูกมะม่วงไม่ว่าจะ ปลูกด้วยกิ่งตอน กิ่งทาบ หรือต้นที่เพาะเมล็ดก็ตาม ต้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้รากขาดมาก เพราะจะทำให้ต้นชะงักการเติบโตหรือตายได้ ต้นมะม่วงที่ปลูกไว้ในภาชนะนานๆ ดินจะจับตัวกันแข็ง และรากก็พันกันไปมา เวลานำออกจากภาชนะแล้วให้บิแยกดินก้นภาชนะให้กระจายออกจากกันบ้าง ส่วนรากที่ม้วนไปมาให้พยายามคลี่ออกเท่าที่จะทำได เพื่อจะได้เจริญเติบโตต่อไปอย่างรวดเร็ว
3.1   การปลูกด้วยกิ่งทาบ กิ่งติดตา ให้ปลูกลึกระดับเดียวกับดินในภาชนะปลูกเดิม หรือสูงกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ต้องไม่มิดรอยที่ติดตาหรือต่อกิ่งไว เพื่อจะได้เห็นว่ากิ่งที่แตกออกมานั้นแตกออกมาจากกิ่งพันธุ์หรือจากต้นตอ ถ้าเป็นกิ่งที่แตกจากต้นตอให้ตัดทิ้งไป
3.2   การปลูกด้วยกิ่งตอน ให้ปลูกลึกระดับเดียวกับดินในภาชนะเดิม หรือให้เหลือจุกมะพร้าวที่ใช้ในการตอนโผล่อยู่เล็กน้อย ไม่ควรกลบดินจนมิดจุกมะพร้าว เพราะจะทำให้เน่าได้ง่ายเมื่อปลูกเสร็จให้ปกไมเป็นหลักผูกต้นกันลมโยก แล้วรดน้ำให้ชุม ต้นที่นำมาปลูกถ้าเห็นว่ายังตั้งตัวไม่ดีคือแสดงอาการเหี่ยวเฉาตอนแดดจัด ควรหาทางมะพร้าวมาปักบังแดดให้บ้าง ก็จะช่วยให้ต้นตั้งตัวได้เร็วขึ้นในระยะที่ต้นยังเล็กอยู่นี้ ให้หมั่นรดน้ำอยู่เสมอ อย่าให้ดินแห้งได้ การปลูกในฤดูฝนจึงเหมาะที่สุดเพราะจะประหยัดเรื่องการให้น้ำได้มาก และต้นจะตั้งตัวได้เร็ว โดยเฉพาะการปลูกในที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ไม่มีน้ำที่จะให้แก่ต้นมะม่วงได้ทั้งปี ให้ปลูกในระยะต้นฤดูฝน ช่วงแรก ๆ อาจต้องรดน้ำให้บ้าง เมื่อฝนเริ่มตกหนักแล้วก็ไม่ต้องให้น้ำอีก ต้นจะสามารถตั้งตัวได้เต็มที่ก่อนจะหมดฝนและสามารถจะผ่านฤดูแล้งได้โดยไม่ ตาย ส่วนที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ จะปลูกตอนไหนก็ได้แล้วแต่ความสะดวก
3.3   การปลูกพืชแซม ต้นมะม่วงที่ปลูกด้วยกิ่งตอน กิ่งติดตา หรือต่อกิ่ง ทาบกิ่ง จะใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี จึงจะให้ผล ส่วนการปลูกด้วยต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ด จะใช้เวลาประมาณ 5–6 ปี ขึ้นไป ในระหว่างที่ต้นยังไม่ไห้ผลนี้ ถ้าปลูกแบบระยะต้นห่างๆ กันจะมีที่ว่างเหลืออยู่มาก ควรปลูกพืชอย่างอื่นที่มีอายุสั้น ๆ หรือพืชที่ค่อนข้างถาวรแซมเป็นการหารายได้ไปพลาง ๆ ก่อน ไม่ควรปล่อยให้ดินว่างเปล่า นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์อะไรแล้ว ยังต้องคอยดายหญ้าอยู่เสมออีกด้วยพืชที่ควรปลูกแซมระหว่างที่ต้นมะม่วงยัง เล็กอยู่  คือ พวกพืชตระกูลถั่วต่าง ๆ ซึ่งเป็นพืชช่วยบำรุงดิน เมื่อเก็บถั่วแล้ว ขุดสับลงดิน เพื่อเป็นประโยชน์แก่ดินและพืชต่อไป ส่วนพืชที่ไม่ควรปลูกแซมคือข้าวโพด ข้าวฟ่าง มันสำปะหลัง เป็นต้น เพราะเป็นพืชที่ทำให้ดินเสื่อมความอุดมสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว  การ ปลูกพืชแซมอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งนิยมกันในการปลูกไม้ผลทั่วไปคือ ปลูกกล้วยลงไปก่อน เมื่อกล้วยโตพอสมควรจึงปลูกมะม่วงตามลงไป ต้นกล้วยจะช่วยเป็นร่มเงาไม่ให้ต้นมะม่วงโดนแดดจัดเกินไป และทำให้สวนชุ่มชื้นอยู่เสมอ จะช่วยให้ต้นมะม่วงโตเร็ว และประหยัดการให้น้ำด้วย จนเมื่อเห็นว่า ต้นมะม่วงโตมากแล้ว และโดนต้นกล้วยบังร่มเงา ก็ทยอยขุดต้นกล้วยออก โดยขุดต้นกล้วยที่อยู่ใกล้  ๆ ต้นมะม่วงออกก่อน จนกว่าต้นกล้วยจะหมดไป และต้นมะม่วงโตขึ้นมาแทนที่ ต้นกล้วยที่ตัดหรือขุดรื้อทิ้งนั้น ให้ผ่าเป็นสองซีก ใช้เป็นวัตถุคลุมดินได้ดี ป้องกันไม่ให้หญ้าขึ้น และช่วยรักษาความชื้นของดิน การปลูกต้นกล้วยแซมนี้ มีข้อเสียตรงที่ต้องเสียแรงงานมากในการขุดรื้อต้นกล้วยออก

4.  ฤดูปลูก
มะม่วงควรปลูกตอนต้นฤดูฝน หรือในประมาณเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม เพื่อให้มะม่วงตั้งตัวได้เร็วขึ้น เนื่องจากในฤดูฝนอากาศมีความชุ่มชื้นดี ทำให้มะม่วงตั้งตัวได้เร็ว และเป็นการสะดวกไม่ต้องรดน้ำในระยะแรก

เทคนิคการปลูกมะม่วง (การปลูก)

|0 comments

เทคนิคการปลูกมะม่วง

การปลูก
1.  การเตรียมดิน
1.1  ในที่ลุ่มน้ำท่วมถึง เช่น ที่ราบริมฝั่งแม่น้ำต่างๆ ต้องยกร่องเสียก่อน เช่นเดียวกับการปลูกไม้ผลอย่างอื่นเพื่อไม่ให้น้ำท่วมถึงโคนต้นได้ ขนาดของร่องกว้างอย่างน้อย 6 เมตร ร่องน้ำกว้างอย่างน้อย 1.5 เมตร สวนความยาวของร่องนั้นแล้วขนาดของพื้นที่หลังร่องยิ่งยกไดสูงมากยิ่งดี รากจะได้เจริญเติบโตอย่างเต็มที่  เมื่อ ขุดยกร่องเสร็จแล้ว ให้ปรับปรุงดินให้ร่วนซุย โดยการขุดตากดินใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก หรือถ้าดินเหนียวมากให้โรยปูนขาวเสียก่อนจึงลงมือขุด ปูนขาวจะช่วยแก้ความเป็นกรดของดิน และทำให้ดินไม่จับตัวกันแน่น เนื่องจากมะม่วงไมชอบดินที่จับตัวกันแน่นการปรับปรุงดินให้ร่วนซุยจึงเป็น สิ่งสำคัญอย่างยิ่งของการปลูกแบบยกร่องเพราะดินตามที่ราบลุ่มมักจะเป็นดิน เหนียวจัด หลังการขุดยกร่องใหม่ หลังยกร่องเสร็จให้ขุดหลุมปลูก และราดดินบริเวณหลุมให้ชุ่มด้วย สารปรับสภาพดิน “ไดนาไมท์” ผสมน้ำอัตรา 1 ลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร จากนั้นตากดินที่ขุดขึ้นมาจนแห้งสนิท จึงใช้จอบย่อยให้เป็นก้อนเล็กๆ แล้วผสมกับวัสดุปรับปรุงดินเกรด AAA ตรายักษ์เขียว (สูตรเข้มข้นพิเศษ) ใส่อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อหลุม จึงลงมือปลูกมะม่วง  ซึ่ง จะได้ผลดีกว่า ต้นมะม่วงจะตั้งตัวเร็วและโตเร็วกว่า ส่วนในที่ที่เป็นร่องสวนเก่ามีคันคูและเคยปลูกพืชอย่างอื่นจนดินรวนซุยอยู่ แลว อาจต้องปรับปรุงดินอีกเพียงเล็กน้อยก็ลงมือปลูกได้เลย
1.2   ในที่ดอนน้ำท่วมไม่ ถึง ที่ป่า หรือที่ที่เคยเป็นไร่เก่า ซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วม การเตรียมที่ปลูก ถ้ามีไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ ให้โค่นถางออกให้หมด เหลือไว้ตามริมๆ ไร่เพื่อใช้เป็นไม้กันลม แต่ถ้าบริเวณนั้นมีลมแรงอยู่เป็นประจำก็ไม่ควรโค่นไม่ใหญ่ออกจนหมด ให้เหลือไว้เป็นระยะๆ จะใช้กันลมได้ดี เมื่อปรับที่เรียบร้อยแล้วให้ปรับปรุงดิน โดยไถพรวนพลิกดินสัก 1-2 ครั้ง หรือจะกำจัดวัชพืช แล้วลงมือขุดหลุมปลูกเลยก็ไดถ้าดินที่ปลูกนั้นอุดมสมบูรณด้วยอินทรียวัตถุ อยู่แลว ก็ไม่จำเป็นต้องปรับปรุงดินอีก  ส่วนที่เป็นทรายจัดมีอินทรียวัตถุน้อย ให้ปรับปรุงดินให้ดีเสียก่อนลงมือปลูก โดยการใส่วัสดุปรับปรุงดินเกรด AAA ตรายักษ์เขียว (สูตรเข้มข้นพิเศษ) อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อหลุม เพิ่มเติมลงในดิน จะทำให้ต้นมะม่วงตั้งตัวเร็ว เจริญเติบโตได้ดีขึ้นมาก
นอกจากนี้ การปรับปรุงดินอาจใช้ปุ๋ยพืชสดก็ได วิธีทำก็คือ ปลูกพืชพวกตระกูลถั่วต่าง ๆ หรือ ปอเทือง  แล้ว ไถกลบลงในดินให้ผุพัง เป็นประโยชน์ต่อดิน การปรับปรุงดินด้วยวิธีต่าง ๆ ดังกล่าวจะช่วยให้ดินร่วนซุย การระบายน้ำ และอากาศของดินดี ทำให้ดินอุ้มน้ำดี เหมาะต่อการเจริญเติบโตของต้นมะม่วง  ส่วนการปลูกจำนวนเล็กน้อยตามบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย มีข้อที่ควรคำนึงอยู่ สองประการคือ
(1) ความลึกของระดับน้ำใน ดิน และความแน่นทึบของดิน ที่บางแห่งระดับน้ำในดินตื้น เมื่อขุดลงไปเพียงเล็กน้อย น้ำก็จะซึมเข้ามา เวลาจะปลูกมะม่วงควรยกระดับดินให้สูงขึ้น เพราะระดับน้ำจะเป็นตัวคอยบังคับการเจริญเติบโตของราก เมื่อรากเจริญไปถึงระดับน้ำแล้ว จะไม่สามารถเติบโตลึกลงไปได้อีก แต่จะแผ่ขยายออกด้านข้าง ทำให้รากของมะม่วงอยู่ตื้น ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร เป็นผลให้ต้นมะม่วงโตช้าแคระแกร็นและโค่นล้มง่าย
(2) ความแน่นทึบของดินนั้น ตามปกติ เวลาถมที่เพื่อปลูกสร้างอาคาร บ้านเรือน ก็มักจะถมให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้ดินทรุดในภายหลัง ดินที่แน่นทึบนี้ไม่เหมาะต่อการปลูกมะม่วง หรือไม้ยืนต้นต่าง ๆ เลย เพราะรากไม่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ การระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศของดินไม่ดี ทำให้ต้นมะม่วงโตช้าและแคระแกร็น การแกไขทำได้โดย ขุดหลุมปลูกให้กว้าง ๆ และลึก ราดดินให้ชุ่มด้วย สารปรับสภาพดิน “ไดนาไมท์” ผสมน้ำอัตรา 1 ลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หลังจากนั้นตากดินที่ขุดขึ้นมาจนแห้งสนิท ย่อยให้เป็นก้อนเล็กๆ แล้วผสมกับวัสดุปรับปรุงดินเกรด AAA ตรายักษ์เขียว (สูตรเข้มข้นพิเศษ) ใส่อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อหลุม เสร็จแล้วจึงกลบดินลงหลุม รดน้ำให้ยุบตัวดีเสียก่อนจึงลงมือปลูก

เทคนิคปลูกมะม่วง'งามเมืองย่า'ดกทั้งปี

|0 comments

เทคนิคปลูกมะม่วง'งามเมืองย่า'ดกทั้งปี

ใช้ปุ๋ยหมักมูลสุกร-ปลูกแนว 90 องศา เทคนิคปลูกมะม่วง 'งามเมืองย่า' ดกทั้งปี : โดย ... ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ

          หลังจาก "กิจติกร กีรติเรขา" อดีตข้าราชการครูใน ต.สะแกราช อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ได้ผันตัวมาเป็นเกษตรกรปลูกมะม่วงพันธุ์งามเมืองย่า บนเนื้อที่ 44 ไร่ เขาพยายามทุกวิถีทางในการพัฒนาสวนมะม่วงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี โดยเน้นเรื่องเกษตรอินทรีย์ ในที่สุดเขาเลือกวิธีการให้ปุ๋ยหมักจากมูลสุกรมาฉีดพ้นบริเวณลำต้นและใบ ทำให้ต้นมะม่วงได้รับสารอาหารเต็มที่ และออกผลได้ตลอดทั้งปี
          กิจติกร เล่าว่า หลังจากอำลาชีวิตครูมาเป็นเกษตรกรเต็มตัวแล้ว ได้ตัดสินใจใช้พื้นที่ 44 ไร่ ที่อยู่ใน ต.สะแกราช อ.ปักธงชัย มาปลูกมะม่วงพันธุ์งามเมืองย่า เป็นมะม่วงที่มีคุณสมบัติพิเศษ ลูกใหญ่ มีน้ำหนักกว่า 1 กก. รสชาติหอมหวานอร่อย ปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะแถบรัสเซีย รวมถึงตลาดระดับบนของประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ
          เขาเล่าอีกว่า มะม่วงงาม เมืองย่าจะเน้นเกษตรอินทรีย์ หรือระบบออร์แกนิก ไร้สารเคมีในทุกขั้นตอน ทำให้เป็นสินค้าเกษตรยอดนิยม และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศกว่า 28 ล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้ในกระบวนการผลผลิตมะม่วงงามเมืองย่ากำลัง ประสบปัญหาสารปนเปื้อน ประกอบกับใกล้ช่วงฤดูฝนลำต้นเกิดเชื้อราจากอากาศที่ชื้นและยังก่อให้เกิดการ เน่าในภายในลำต้น ทำให้ต้องเร่งพัฒนาปุ๋ยเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้แก่ต้นมะม่วง กระทั่งพบว่าการนำปุ๋ยหมักจากมูลสุกรมาฉีดพ้นบริเวณลำต้นและใบ จะทำให้ต้นมะม่วงได้รับสารอาหารเต็มที่ ออกผลได้ตลอดทั้งปี
          "ปัจจุบันการปลูกมะม่วงงามเมืองย่า ผมได้คิดค้นการเพาะปลูกแบบใหม่ คือ ปลูกแบบระยะชิด คือ 2x2 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 400 ต้น ปลูกเอียงในแนว 90 องศาตะวันออก ซึ่งในแนวทางนี้จะทำให้ต้นมะม่วงออกผลมากกว่าเดิมเกือบเท่าตัว และความสูงของต้นเมื่อเก็บผลก็จะสะดวกกว่าต้นที่ปลูกแบบตั้งปกติ ซึ่งแนวทางนี้ได้ใช้ระยะเวลานานกว่า 15 ปี" กิจติกร กล่าว
          เรื่องการดูแลสวนมะม่วงพันธุ์งามเมืองย่า อยากให้เกษตรกรหันมาปรับเปลี่ยนในเรื่องของเคมี ให้มาเป็นเกษตรอินทรีย์ โดยการใช้น้ำมูลสุกรนำมาฉีกพ้นที่ลำต้นและใบของมะม่วง ซึ่งจะทำให้มะม่วงออกผลตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีในการลดหรือการเร่งออกผลแต่อย่างใด จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ที่มีผลวิจัยออกมาว่า น้ำมูลสุกรมีปริมาณไนโตรเจนที่สูง
          ดังนั้นเมื่อนำมารดต้นมะม่วงงามเมืองย่าก็จะทำให้ต้นมะม่วงติดผลอยู่เรื่อยๆ และอีกวิธีหนึ่งที่ได้นำผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดีปลี และพริกไทย มีสารในการช่วยป้องกันและการจัดการของโรคแอนแทรคโนส หรือ โรคเน่าใน จึงนำดีปลีมาปลูกไว้ที่บริเวณใต้ต้นมะม่วง เพื่อให้สารจากดีปลีซึมเข้าไปยังในเปลือกของมะม่วง ทำให้มะม่วงไม่เน่าเสีย ยังสามารถเก็บผลของดีปลีและพริกไทยไปจำหน่ายในกิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งแต่ละปีทำให้สวนมะม่วงงามเมืองย่าสามารถเก็บผลดีปลีและพริกไทยที่ปลูก ใต้ต้นมะม่วงจาก 400 ต้น กว่า 4,000 กิโลกรัม รวมมูลค่ากว่า 4 แสนบาท

          เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงเอาแนวอย่าง "กิจติกร กีรติเรขา" ทั้งเอาปุ๋ยหมักจากมูลสุกรมาฉีดต้นมะม่วง และการปลูกในแนว 90 องศา เพราะพิสูจน์ได้ระดับหนึ่งแล้วว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ


----------
(หมายเหตุ : ใช้ปุ๋ยหมักมูลสุกร-ปลูกแนว 90 องศา เทคนิคปลูกมะม่วง 'งามเมืองย่า' ดกทั้งปี : โดย ... ประสิทธิ์  ตั้งประเสริฐ)
----------

Monday, May 27, 2013

|0 comments
มะม่วงที่เป็นโรคแอนแทรคโนส
         

โรคแอนแทรคโนส
เกษตรกรชาวสวนมะม่วงระวังโรคแอนแทรคโนสในระยะติดผล สำหรับลักษณะอาการบนผลจะเป็นจุดสีดำ รูปร่างกลม หรือรูขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุดจนถึงขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 - 4 เซนติเมตร บริเวณแผลจะพบรอยแตกและมี
เม็ดเล็ก ๆ สีดำเรียงรายเป็นวงภายในแผล เมื่อมะม่วงเริ่มแก่ในระหว่างการบ่มหรือขนส่ง จุดแผลเหล่านี้จะขยายใหญ่ ขึ้นและลุกลามออกไป ทำให้ผลเน่าทั้งผล เชื้อราโรคแอนแทรคโนสสามารถอยู่ในผลได้โดยไม่แสดงอาการใด ๆ หากเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม เช่น ผลสุกหรือความชื้นสูงก็จะแสดงอาการได้ ซึ่งจะทำความเสียหายทั้งปริมาณและ คุณภาพของผลผลิตมะม่วงเป็นอย่างมาก

                 
     
มะม่วงที่เป็นโรคแอนแทรคโนส
         

การป้องกันกำจัดดังนี้

1. ใช้เชื้อบาซิลลัส ซับทิลิส อัตรา 30 - 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบฉีดพ่น
2. ใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่า 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ขยำให้เข้ากันเพื่อเอาสปอร์ออกจากเมล็ดข้าวฟ่าง
กรองเอาแต่น้ำและผสมสารจับใบแล้วฉีดพ่นทันที
3. ระยะติดผลสารเคมีที่แนะนำ คือ
- คาร์เบนดาซิม 50 % ดับบลิวพี อัตรา 15 - 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
- แมนโคเซบ 80 % ดับบลิวพี อัตรา 40 - 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
ฉีดสลับกันทุก ๆ 14 วัน
4 . ระยะเก็บเกี่ยวควรจุ่มผลมะม่วงในสารละลายไธอาเบนดาโซน อัตรา 20 - 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
ที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 5 - 10 นาทีแล้วผึ่งให้แห้งเพื่อกำจัดเชื้อที่แฝงอยู่
5 . หลังเก็บเกี่ยวแล้วควรตัดแต่งกิ่ง เก็บกิ่ง ใบ ที่เป็นโรคเผาทำลายเสีย

มะม่วงกับโรคแอนแทรคโนส : ปัญหาและหนทางแก้ไข

|0 comments
มะม่วงกับโรคแอนแทรคโนส : ปัญหาและหนทางแก้ไข



        ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ ? บริษัท ลัดดา จำกัด บทนำ มะม่วงกับโรคแอนแทรคโนส ดูจะเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะ การผลิตมะม่วงนอกฤดู ซึ่งบังคับให้ มะม่วงออกดอกในช่วงฤดูฝน เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวผลในช่วงปลายปี ก่อนที่จะถึงฤดูกาลตามปกติของมะม่วง ในตอนต้นปี นั่นคือ การฝืนธรรมชาติ ที่ก่อให้เกิดปัญหาโรคจากเชื้อรา มีมากยิ่งขึ้น เพราะการผลิตมะม่วง นอกฤดู หรือ อาจจะเรียกว่า การผลิตมะม่วง “ผ่าฝน” เช่นนี้ ก็คือ การให้ช่ออ่อน ช่อดอก ผลอ่อน ของ มะม่วง อยู่ท่ามกลาง เชื้อรา (colletotrichum gloeosporioides) ที่เป็นสาเหตุของโรคแอนแทรคโนส นั่นเอง เพราะว่า ในช่วง ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม เรื่อยไปจนถึงเดือน กันยายน จะเป็นช่วงที่อากาศ มักมีความชื้นสูง อุณหภูมิสูงในตอนกลางวัน มีฝนสลับแดด ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา ชนิดนี้ นี่คือ คำอธิบายว่า ทำไม การผลิตมะม่วง นอกฤดูจึงมีปัญหาโรคแอนแทรคโนสรุนแรง จนแทบจะไม่ ได้ผล ถ้าไม่ใช้สารเคมีกำจัดเชื้อรา การใช้สารเคมีกำจัดเชื้อรา จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได ้ โดยเฉพาะกับเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเพื่อ การส่งออก แม้ว่าจะมีการใช้สารเคมีกำจัดเชื้อรามาก แต่ดูเหมือนว่า ผลของการใช้ก็ยังไม่ได้ประสิทธิภาพ เต็มที่ ยังมีการสูญเสียผลผลิต ผลมะม่วงเน่าหลังการเก็บเกี่ยวในแต่ละฤดูอยู่มาก นับว่าเป็นการสูญเสียทาง เศรษฐกิจ จึงน่าที่เราจะมาทบทวนวิเคราะห์หาเหตุผลอธิบายว่า ทำไม การควบคุมโรคแอนแทรคโนสใน มะม่วงของเกษตรกร จึงยังขาดประสิทธิภาพ การเกิดโรค นักโรคพืชได้อธิบายไว้ว่า เชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรค (colletotrichum gloeosporioides) นั้นชอบ อากาศร้อนชื้น แพร่กระจายด้วยสปอร์ (conidia) ที่ถูกพัดพามากับลมและฝน ดังนั้นการแพร่กระจายของ เชื้อรา จึงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ในทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นมะม่วงและตลอดช่วงฤดูการผลิต อาการ ของโรคที่ใบ ใบจะเป็นจุด อาการที่ดอก ดอกจะแห้งเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล-ดำ ถ้าเป็นที่ผลอ่อน ผลจะเป็นจุด ดำ

        แต่ถ้าเป็นที่ผลโตแล้ว เชื้อรามักจะฝังตัวอยู่ที่ใต้ผิวมะม่วง ไม่แสดงอาการ ผลมะม่วงดูเหมือนไม่เป็นโรค นัก โรคพืชบอกว่าเป็นระยะที่โรคแฝงตัว (Quiescent infection) อาการโรคจะไปปรากฏบนผลมะม่วง ภายหลังเก็บเกี่ยว คือ ทำให้ผลมะม่วงเน่าเมื่อสุก โรคแฝงตัวนี้ มีความสำคัญมากต่อธุรกิจการค้ามะม่วง เพราะว่า เกษตรกรไม่รู้ว่าตัวเอง เอามะม่วง “อมโรค” ไปขาย นึกว่า มะม่วงสวย ผู้ซื้อ ซื้อมะม่วงเพราะดูว่าสวย กว่า จะรู้ว่า มะม่วงเป็นโรค ก็เมื่อมะม่วงใกล้สุก และแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

โรคชนิดใหม่ของมะม่วง

|0 comments

สุชาติ  วิจิตรานนท์
กลุ่มงานวิจัยโรคไม้ผล  กองโรคพืชและจุลชีววิทยา
กรมวิชาการเกษตร
ในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา การออกดอกติดผลของมะม่วงเริ่มเป็นปัญหาต่อเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น บางปีออกดอกมากแต่ติดผลน้อย บางปีออกดอกน้อย ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญอันหนึ่งคือ อุณหภูมิและความชื้น ที่อาจจะมีผลต่อความไม่สม่ำเสมอของการออกดอกติดผลของมะม่วงในแต่ละปี นอกจากนั้นมะม่วงที่ติดผลแล้วก็อาจประสบกับความเสียหายจากโรคและแมลง ทำให้เกิดอาหารผิดปกติต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตโดยตรง
นอกเหนือจากโรคแอนแทรกโนส และโรคราแป้ง ซึ่งเป็นปัญหาดั้งเดิมอยู่แล้ว บทความนี้จะกล่าวถึงโรคหรือลักษณะอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผลมะม่วงที่ เริ่มพบมากขึ้น และอาจจะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคตได้ หากไม่ได้รับความสนใจและศึกษาถึงสาเหตุและวิธีการที่จะป้องกัน

โรคราเสี้ยน หรือโรคปลายผลเน่า
โรคนี้เรียกขชื่อตามเกษตรกรแถบ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งพบลักษณะอาการของโรคเกิดกับมะม่วงพันธุ์เขียวเสวย ในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งปีแรกๆจะพบเพียงไม่กี่ผล และพบอาการของโรคในปริมาณมากในฤดูมะม่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งเป็นปีที่มะม่วงติดผลดีมากโดยเฉพาะมะม่วงพันธุ์เขียวเสวย แต่ในปีต่อๆมา พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๓๒ เป็นปีที่มะม่วงมีการติดผลน้อยจึงไม่ค่อยพบอาการของโรคนี้มากนัก
ลักษณะอาการ
อาการเริ่มแรกจะเห็นได้ตั้งแต่ผลมะม่วงยังมีขนาดเล็กประมาณ ๓-๔ ซม. จนกระทั่งผลใหญ่ประมาณ ๑๐ ซม.ขึ้นไป ปลายผลจะมีลักษณะสีผิวค่อนข้างเหลืองด้านๆ ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเป็นแถบๆและอาจจะดำในที่สุด แผลสีน้ำตาลหรือดำจะจำกัดอย่เพียงบริเวณปลายผล ในช่วง ๔-๕ ซม. และเมื่อผลโตขึ้นส่วนปลายที่แสดงอาการก็จะไม่ขยายใหญ่ตามแต่จะค่อยๆ แห้งดำและลีบลง
ผลที่แสดงอาการจะอยู่ได้จนกระทั่งสุก โดยที่จะเสียเพียงส่วนล่างที่มีลักษณะลีบดำ และจะไม่ลุกลามต่อไปยังส่วนที่มีสภาพดีอยู่ ขอบของแผลจะชัดเจนระหว่างบริเวณเป็นโรคซึ่งมีสีดำตัดกับสีผิวปกติซึ่งเป็นสี เขียว
เมื่อผ่าผลดูในช่วงที่แสดงอาการก้นเหลืองเริ่มแรก ภายในบริเวณปลายผลใกล้ส่วนของเมล็ดจะเป็นจุดช้ำสีน้ำตาลหรือดำ และจะค่อยๆ ลุกลามไปจนทั่วบริเวณปลายผลเป็นแผลเน่าสีน้ำตาลเข้มหรือดำ เมล็ดอ่อนจะเริ่มเสียและมีสีดำ
ลักษณะอาการดังกล่าว่พบเป็นกับพันธุ์เขียวเสวยในแหล่งปลูกของ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา เพียงแหล่งเดียว และอาการนี้จะพบมากในปีที่มะม่วงมีการติดผลมากและติดผลเป็นกระจุก หรือเป็นพวง สำหรับแหล่งปลูกอื่นเช่นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียบเหนือ ยังไม่พบอาการของโรคนี้
สาเหตุ
จากการแยกเชื้อสาเหตุจากตัวอย่างมะม่วงที่เป็นโรค ทั้งจากผิวภายนอกและอาการเน่าภายในผล ไม่พบเชื้อชนิดใดเลย และจากข้อมูลต่างๆในการปฏิบัติรักษาสวนมะม่วงขอเกษตรกรจำนวนหลายรายที่ประสบ ปัญหาโรคดังกล่าวที่รวบรวมได้ พอจะให้แนวความคิดในเรื่องของสาเหตุของลักษณะอาการดังกล่าวว่า น่าจะเกิดจากสาเหตุอื่นนอกเหนือจากเชื้อโรค
ลักษณะอาการดังกล่าวนั้น จะคล้ายคลึงกับการขาดธาตุแคลเซียมซึ่งพบเป็นกับมะเขือเทศ โดยจะมีลักษณะอาการก้นเน่าเช่นเดียวกัน แต่ปัญหาการขาดธาตุแคลเซียมในมะม่วงนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการศึกษาโดยละเอียดต่อไป
สภาพสวนและการปฏิบัติรักษามะม่วงของเกษตรกรที่พบโรคนี้ ที่คล้ายๆกัน คือ
๑.  ดินที่ปลูกเป็นดินเหนียว ซึ่งมีธาตุโปแตสเซียมสูง
๒.  มีการพ่นปุ๋ยเคมี สูตร ๐-๕๒-๓๔ ในช่วงปลายฝน ประมาณ ๒-๓ ครั้ง
๓.  มีการใช้สารโปแตสเซียมไนเตรท (๖-๐-๓๔) ฉีดพ่นกระตุ้นให้มีการออกดอก
๔.  มะม่วงเขียวเสวยในแต่ละช่อติดผลมาก ซึ่งแสดงถึงการแก่งแย่งธาตุอาหารกัน
จากข้อมุลต่างๆ นั้นจะเห็นว่า มะม่วงในสวนแถบบางคล้านั้น ได้รับปริมาณโปแตสเซียมสูงกว่ามะม่วงที่ปลูกในแหล่งอื่น ซึ่งอาจทำให้การนำธาตุแคลเซียมไปใช้ในโครงสร้างของผลเป็นไปได้น้อยและไม่พอ เพียง ในขณะที่ผลมะม่วงในแต่ละช่อมีปริมาณมาก โดยที่แคลเซียมเป็นธาตุอาหารที่ทำให้เซลล์ของพืชแข็งแรงและอยู่ในระเบียบ การขาดธาตุดังกล่าวจึงอาจจะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณก้นผลซึ่งอยู่ไกลที่สุดไม่ สามารถจะเจริญได้ตามปกติ ทำให้เกิดอาการเหลืองและเน่าดำในที่สุด
การป้องกันกำจัด
เนื่องจากโรคนี้มักจะเกิดเมื่อมะม่วงติดผลมาก การแก้ไขที่พอจะทำได้คือการทยอยเก็บผลที่เริ่มมีอาการปลายผลออกสีเหลืองๆ ไปขายเสียก่อนเพื่อลดการแก่งแย่งธาตุอาหาร ผลที่เหลือมักจะไม่ค่อยพบอาการ
การฉีดพ่นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารเสริมพวกแคลเซียมอาจจะช่วยลดการเกิดอาการปลายผลเน่าได้ แต่ยังไม่มีการทดสอบในเรื่องนี้

โรคผลแก้วหรือผลกระเทย
มะม่วงที่กำลังติดผลไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ใด มีโอกาสที่จะพบมะม่วงผลเล็กๆ ที่มีลักษณะผิดปกติมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ชนิดพันธุ์ และมักจะพบบริเวณปลาย ๆช่อเป็นส่วนใหญ่
ผลที่มีลักษณะผิดปกตินี้อาจจะกลม หรืองอคล้ายเมล็ดถั่ว หรือเป็นรูปไต หรืออาจจะมีรูปร่างใกล้เคียงกับผลปกติของพันธุ์นั้นๆ แต่ผลมักจะไม่โตมากนัก บางครั้งอาจจะเหลืองร่วงตั้งแต่ยังเล็ก หรือถ้าโตขึ้นมาได้ขนาดก็จะไม่เกินครึ่งของผลปกติ และมักจะแตกง่าย ผลเหล่านี้จะมีลักษณะเหมือนกันคือไม่มีเมล็ด ซึ่งมักเรียกกันว่า “ผลแก้ว” หรือ “ผลกระเทย”
“ผลแก้ว” หรือ “ผลกระเทย” นี้ในไม้ผลชนิดอื่นๆก็พบได้เช่นกัน โดยเฉพาะในเงาะ ซึ่งเคยเป็นปัญหาต่อเกษตรกรผู้ปลูกในระยะเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมานี้ ผลกระเทยของเงาะจะเรียกว่า “เงาะขี้ครอก” หรือ “เงาหูช้าง” ซึ่งผลจะเล็กกว่าปกติ และไม่มีเมล็ด แต่สามารถสุกและมีสีสันสวยเช่นเดียวกับเงาะปกติ
ในลิ้นจี่ก็เช่นเดียวกัน เคยมีรายงานการเกิดอาการผลกระเทยของลิ้นจี่พันธุ์ค่อม ในสวนเกษตรกรแถบ อ.บางคนที สมุทรสงคราม และพบเสมอๆ กับลิ้นจี่พันธุ์เดียวกันนี้ที่นำไปปลูกในแหล่งปลูกอื่น เช่น นคตพนม และศรีสะเกษ
การเกิดอาการผลแก้วหรืผลกระเทยนี้ เชื่อกันว่าเกิดจากการผสมเกสรที่ไม่สมบูรณ์ กล่าวคือ เกสรตัวผู้ที่เข้าไปผสมกับเกสรตัวเมีย ไม่แข็งแรง หรือไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่  ทำให้ไข่ไม่ได้รับการผสมที่สมบูรณ์ จึงไม่เกิดเมล็ด แต่รังไข่ยังสามารถที่จะเจริญเป็นผลได้ การเจริญของรังไข่จะเป็นไปอย่างช้าๆ และสามารถที่จะอยู่ได้จนแก่ หากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แต่ขนาดของผลจะโตเพียง ๑/๔ หรือ ๑/๓ ของผลที่สมบูรณ์เท่านั้น
ผลกระเทยในมะม่วงนั้น โดยปกติก็จะพบบ้างบริเวณปลายๆช่อดอก และมักจะร่วงหล่นไปก่อนในช่วงแรกๆ พันธุ์มะม่วงที่มักพบกระเทยเสมอๆ ได้แก่พันธุ์หนังกลางวัน ซึ่งผลมักจะไม่ร่วงง่าย พันธุ์อื่นๆ ก็มีผลกระเทยเช่นเดียวกัน เช่น พันธุ์แรด ซึ่งก็พบว่าสามารถติดผลจนแก่ได้ พันธุ์เขียวเสวย ทองดำ น้ำดอกไม้ ฯลฯ ผลกระเทยมักจะร่วงง่าย และไม่ค่อยพบเห็นว่าอยู่จนกระทั่งแก่

ในปัจจุบันพบว่า การเกิดผลกระเทยในมะม่วง เริ่มจะมีมากขึ้นทุกปี โดยในปีที่ผ่านมานี้พบมะม่วงผลกระเทยค่อนข้างมากที่สวนเกษตรกร จ.เพชรบุรี เป็นกับมะม่วงพันธุ์หนังกลางวัน ที่ออกดอกและติดผลในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๑ สำหรับมะม่วงทางภาคเหนือ เช่น จ.น่าน พบมะม่วงผลกระเทยเป็นกับช่อดอกมะม่วงรุ่นที่บานเดือนกุมภาพันธ์ แต่ปริมาณที่พบไม่มากนัก ส่วนมะม่วงรุ่นแรกพบผลกระเทยน้อยมาก

สาเหตุการเกิดผลกระเทยในมะม่วง
ข้อมูลที่น่าจะนำไปพิจารณาหาสาเหตุการเกิดผลกระเทยนั้น ได้แก่
๑.  ปริมาณของดอกกระเทย (ดอกที่มีเกสรตัวผู้และตัวเมียในดอกเดียวกัน) มีมากกว่าปกติ ซึ่งอาจจะเกิดจากสภาวะแวดล้อม(อุณหภูมิ ความชื้น ฯลฯ) ที่เหมาะสมต่อการสร้างดอกกระเทย หรืออาจจะเกิดจากการใช้สารเคมีบางอย่างในช่วงมะม่วงแทงช่อดอกที่กระตุ้นให้ มีการสร้างดอกกระเทยมากขึ้นก็ได้ ทำให้มีการผสมระหว่างเกสรตัวผู้ของดอกกระเทยที่มีประสิทธิภาพไม่ดีกับเกสร ตัวเมียมากขึ้น จึงมีผลต่อการเกิดผลกระเทยมากขึ้น
๒.  ในช่วงดอกบานไม่พบแมลงชนิดที่บินได้ เช่น ผึ้ง แมลงวัน ฯลฯ ในแปลงปลูกเลยแม้แต่ตัวเดียว ซึ่งอาจจะเกิดจากในช่วงนั้นไม่มีแมลงระบาดเลย หรือมีการใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพดีมาก หรือมีกลิ่นเหม็นติดอยู่เป็นเวลานาน ทำให้ในช่วงดอกบานไม่มีแมลงผ่านเข้ามาในส่วนเลย จึงทำให้มีการผสมระหว่างเกสรตัวผู้จากดอกตัวผู้และเกสรตัวเมียของดอกกระเท ยน้อยกว่าปกติ
๓.  การให้น้ำให้อาหารแก่ต้นมะม่วงในช่วงออกดอกติดผลและการใช้สารเคมีป้องกัน กำจัดโรคแมลงที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้มีการติดของผลกระเทยได้ดียิ่งขึ้น จึงทำให้เห็นผลกระเทยติดอยู่กับต้นจนกระทั่งแก่ได้
ปัญหาผลกระเทยดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่น่าจะจับตามอง เนื่องจากปริมาณการเกิดผลกระเทย พบว่ามีเพิ่มมากขึ้นทุกที การศึกษาในรายละเอียดและสาเหตุที่แท้จริงของอาการผลกระเทยควรที่จะได้รับการ สนใจจากนักวิชาการในสายงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

ต้นมะม่วงเป้นโรค เน่าในมะม่วง รักษาอย่างไรค่ะ

|1 comments
ที่บ้านปลูกมะม่วงน้ำดอกไม่ค่ะ
แต่ปีนี้ ผลมันมีจุดดำๆแล้วพอปลอกออก
ข้างในมันเน่า
เค้าว่ามันคือ โรคเน่าในมะม่วง
แล้วจะรักษายังไงค่ะ กลัวมันเน่าหมดทั้งต้นค่ะ

รบกวนช่วยด้วยนะค่ะ

....................ลองดูตัวอย่างนะครับ  ว่า  ตรงกับอาการไหนนะครับ  ถ้าไม่ตรง  รอพี่ๆ ท่านต่อไปมาช่วยแนะนำอีกทีนะครับ


โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose)

           อาการของโรค ใบเป็นจุดสีน้ำตาล แผลบนผลมีรูปร่างค่อนข้างกลม มีขอบชัดเจน สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ตรงกลางแผลจะยุบลงเล็กน้อย

           สาเหตุ  เชื้อรา (Colletotrichum gloeosporioides)

           การป้องกันกำจัดโรค ใช้สารเคมี เช่น แมนโคเซบ คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ เบโนมิ

ลักษณะของใบ

.....................อีกตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเข้าข่ายนะครับ


โรคราดำ

           อาการของโรค บนใบที่เป็นโรคจะมีผลคล้ายเขม่าดำคลุมผิวใบ หรืออาจพบอาการของโรคบนส่วนอื่น ๆ ของพืช เมื่อใช้มือลูบจะหลุดออก อาการของโรคนี้มักเกิดภายหลังจากการทำลายของแมลงปากดูด

           สาเหตุ  เชื้อรา (Cladosporium sp.

           การป้องกันกำจัดโรค ใช้สารเคมี ได้แก่ คาร์บาริล ไซฟลูทริน ในการป้องกันกำจัดแมลงปากดูดพวกเพลี้ยจั๊กจั่น ในช่วงที่มะม่วงเริ่มแทงช่อดอก และ


ลักษณะผล


* กรณีที่เป็นแมลงมารบกวนไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีเพื่อกำจัดแมลงก็ได้นะครับ  สามารถหลีกเลี่ยงโดยใช้วิธีอื่น




น่าจะเป็นโรคแอนแทรกโนส
แต่ถ้าเน่าแบบมีหนอนด้วยก็น่าจะเป็นแมลงวันทองเข้าทำลาย



้ใช้สารพวก โพรคลอราซ
หรือ โพรพิโคนาโซล+โพรคลอราซครับ

ละลายน้ำฉีดครับ
น่าจะช่วยได้ครับ


มายืนยันตาม Seto16 อีกคน ฟันธง

แต่ถ้าจะใช้ชีววิธี ก็จุลินทรีย์ไตรโคเดอรฺม่า ฮาซิเอนั่ม+ บิวเวอร์เรีย บาสสิเอน่า

ถ้าเคมีโบราณที่สุด ใช้จนพร่ำเพรื่อ ก็คือคาร์เบนดาซิม + แมนโคเซบ

อันนี้อย่าใช้เลย มันไม่ครอบคลุมทุกอาการ ใช้แล้วติด ใช้แล้วใช้อีก
เปลืองสตางค์ ในระยะยาว

ขอบคุณคุณ csuwan ที่มาช่วยยืนยันครับ
เอ...ไม่ธรรมดานะครับ
รู้จักสองตัวนี้ด้วย
ต้องเซียนสวนมะม่วงแน่ๆๆเลย
ว่างๆมาแชร์การทำมะม่วงให้เพื่อนๆดีครับ