Monday, May 27, 2013

|0 comments
มะม่วงที่เป็นโรคแอนแทรคโนส
         

โรคแอนแทรคโนส
เกษตรกรชาวสวนมะม่วงระวังโรคแอนแทรคโนสในระยะติดผล สำหรับลักษณะอาการบนผลจะเป็นจุดสีดำ รูปร่างกลม หรือรูขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุดจนถึงขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 - 4 เซนติเมตร บริเวณแผลจะพบรอยแตกและมี
เม็ดเล็ก ๆ สีดำเรียงรายเป็นวงภายในแผล เมื่อมะม่วงเริ่มแก่ในระหว่างการบ่มหรือขนส่ง จุดแผลเหล่านี้จะขยายใหญ่ ขึ้นและลุกลามออกไป ทำให้ผลเน่าทั้งผล เชื้อราโรคแอนแทรคโนสสามารถอยู่ในผลได้โดยไม่แสดงอาการใด ๆ หากเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม เช่น ผลสุกหรือความชื้นสูงก็จะแสดงอาการได้ ซึ่งจะทำความเสียหายทั้งปริมาณและ คุณภาพของผลผลิตมะม่วงเป็นอย่างมาก

                 
     
มะม่วงที่เป็นโรคแอนแทรคโนส
         

การป้องกันกำจัดดังนี้

1. ใช้เชื้อบาซิลลัส ซับทิลิส อัตรา 30 - 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบฉีดพ่น
2. ใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่า 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ขยำให้เข้ากันเพื่อเอาสปอร์ออกจากเมล็ดข้าวฟ่าง
กรองเอาแต่น้ำและผสมสารจับใบแล้วฉีดพ่นทันที
3. ระยะติดผลสารเคมีที่แนะนำ คือ
- คาร์เบนดาซิม 50 % ดับบลิวพี อัตรา 15 - 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
- แมนโคเซบ 80 % ดับบลิวพี อัตรา 40 - 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
ฉีดสลับกันทุก ๆ 14 วัน
4 . ระยะเก็บเกี่ยวควรจุ่มผลมะม่วงในสารละลายไธอาเบนดาโซน อัตรา 20 - 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
ที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 5 - 10 นาทีแล้วผึ่งให้แห้งเพื่อกำจัดเชื้อที่แฝงอยู่
5 . หลังเก็บเกี่ยวแล้วควรตัดแต่งกิ่ง เก็บกิ่ง ใบ ที่เป็นโรคเผาทำลายเสีย

มะม่วงกับโรคแอนแทรคโนส : ปัญหาและหนทางแก้ไข

|0 comments
มะม่วงกับโรคแอนแทรคโนส : ปัญหาและหนทางแก้ไข



        ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ ? บริษัท ลัดดา จำกัด บทนำ มะม่วงกับโรคแอนแทรคโนส ดูจะเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะ การผลิตมะม่วงนอกฤดู ซึ่งบังคับให้ มะม่วงออกดอกในช่วงฤดูฝน เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวผลในช่วงปลายปี ก่อนที่จะถึงฤดูกาลตามปกติของมะม่วง ในตอนต้นปี นั่นคือ การฝืนธรรมชาติ ที่ก่อให้เกิดปัญหาโรคจากเชื้อรา มีมากยิ่งขึ้น เพราะการผลิตมะม่วง นอกฤดู หรือ อาจจะเรียกว่า การผลิตมะม่วง “ผ่าฝน” เช่นนี้ ก็คือ การให้ช่ออ่อน ช่อดอก ผลอ่อน ของ มะม่วง อยู่ท่ามกลาง เชื้อรา (colletotrichum gloeosporioides) ที่เป็นสาเหตุของโรคแอนแทรคโนส นั่นเอง เพราะว่า ในช่วง ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม เรื่อยไปจนถึงเดือน กันยายน จะเป็นช่วงที่อากาศ มักมีความชื้นสูง อุณหภูมิสูงในตอนกลางวัน มีฝนสลับแดด ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา ชนิดนี้ นี่คือ คำอธิบายว่า ทำไม การผลิตมะม่วง นอกฤดูจึงมีปัญหาโรคแอนแทรคโนสรุนแรง จนแทบจะไม่ ได้ผล ถ้าไม่ใช้สารเคมีกำจัดเชื้อรา การใช้สารเคมีกำจัดเชื้อรา จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได ้ โดยเฉพาะกับเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเพื่อ การส่งออก แม้ว่าจะมีการใช้สารเคมีกำจัดเชื้อรามาก แต่ดูเหมือนว่า ผลของการใช้ก็ยังไม่ได้ประสิทธิภาพ เต็มที่ ยังมีการสูญเสียผลผลิต ผลมะม่วงเน่าหลังการเก็บเกี่ยวในแต่ละฤดูอยู่มาก นับว่าเป็นการสูญเสียทาง เศรษฐกิจ จึงน่าที่เราจะมาทบทวนวิเคราะห์หาเหตุผลอธิบายว่า ทำไม การควบคุมโรคแอนแทรคโนสใน มะม่วงของเกษตรกร จึงยังขาดประสิทธิภาพ การเกิดโรค นักโรคพืชได้อธิบายไว้ว่า เชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรค (colletotrichum gloeosporioides) นั้นชอบ อากาศร้อนชื้น แพร่กระจายด้วยสปอร์ (conidia) ที่ถูกพัดพามากับลมและฝน ดังนั้นการแพร่กระจายของ เชื้อรา จึงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ในทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นมะม่วงและตลอดช่วงฤดูการผลิต อาการ ของโรคที่ใบ ใบจะเป็นจุด อาการที่ดอก ดอกจะแห้งเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล-ดำ ถ้าเป็นที่ผลอ่อน ผลจะเป็นจุด ดำ

        แต่ถ้าเป็นที่ผลโตแล้ว เชื้อรามักจะฝังตัวอยู่ที่ใต้ผิวมะม่วง ไม่แสดงอาการ ผลมะม่วงดูเหมือนไม่เป็นโรค นัก โรคพืชบอกว่าเป็นระยะที่โรคแฝงตัว (Quiescent infection) อาการโรคจะไปปรากฏบนผลมะม่วง ภายหลังเก็บเกี่ยว คือ ทำให้ผลมะม่วงเน่าเมื่อสุก โรคแฝงตัวนี้ มีความสำคัญมากต่อธุรกิจการค้ามะม่วง เพราะว่า เกษตรกรไม่รู้ว่าตัวเอง เอามะม่วง “อมโรค” ไปขาย นึกว่า มะม่วงสวย ผู้ซื้อ ซื้อมะม่วงเพราะดูว่าสวย กว่า จะรู้ว่า มะม่วงเป็นโรค ก็เมื่อมะม่วงใกล้สุก และแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

โรคชนิดใหม่ของมะม่วง

|0 comments

สุชาติ  วิจิตรานนท์
กลุ่มงานวิจัยโรคไม้ผล  กองโรคพืชและจุลชีววิทยา
กรมวิชาการเกษตร
ในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา การออกดอกติดผลของมะม่วงเริ่มเป็นปัญหาต่อเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น บางปีออกดอกมากแต่ติดผลน้อย บางปีออกดอกน้อย ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญอันหนึ่งคือ อุณหภูมิและความชื้น ที่อาจจะมีผลต่อความไม่สม่ำเสมอของการออกดอกติดผลของมะม่วงในแต่ละปี นอกจากนั้นมะม่วงที่ติดผลแล้วก็อาจประสบกับความเสียหายจากโรคและแมลง ทำให้เกิดอาหารผิดปกติต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตโดยตรง
นอกเหนือจากโรคแอนแทรกโนส และโรคราแป้ง ซึ่งเป็นปัญหาดั้งเดิมอยู่แล้ว บทความนี้จะกล่าวถึงโรคหรือลักษณะอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผลมะม่วงที่ เริ่มพบมากขึ้น และอาจจะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคตได้ หากไม่ได้รับความสนใจและศึกษาถึงสาเหตุและวิธีการที่จะป้องกัน

โรคราเสี้ยน หรือโรคปลายผลเน่า
โรคนี้เรียกขชื่อตามเกษตรกรแถบ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งพบลักษณะอาการของโรคเกิดกับมะม่วงพันธุ์เขียวเสวย ในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งปีแรกๆจะพบเพียงไม่กี่ผล และพบอาการของโรคในปริมาณมากในฤดูมะม่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งเป็นปีที่มะม่วงติดผลดีมากโดยเฉพาะมะม่วงพันธุ์เขียวเสวย แต่ในปีต่อๆมา พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๓๒ เป็นปีที่มะม่วงมีการติดผลน้อยจึงไม่ค่อยพบอาการของโรคนี้มากนัก
ลักษณะอาการ
อาการเริ่มแรกจะเห็นได้ตั้งแต่ผลมะม่วงยังมีขนาดเล็กประมาณ ๓-๔ ซม. จนกระทั่งผลใหญ่ประมาณ ๑๐ ซม.ขึ้นไป ปลายผลจะมีลักษณะสีผิวค่อนข้างเหลืองด้านๆ ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเป็นแถบๆและอาจจะดำในที่สุด แผลสีน้ำตาลหรือดำจะจำกัดอย่เพียงบริเวณปลายผล ในช่วง ๔-๕ ซม. และเมื่อผลโตขึ้นส่วนปลายที่แสดงอาการก็จะไม่ขยายใหญ่ตามแต่จะค่อยๆ แห้งดำและลีบลง
ผลที่แสดงอาการจะอยู่ได้จนกระทั่งสุก โดยที่จะเสียเพียงส่วนล่างที่มีลักษณะลีบดำ และจะไม่ลุกลามต่อไปยังส่วนที่มีสภาพดีอยู่ ขอบของแผลจะชัดเจนระหว่างบริเวณเป็นโรคซึ่งมีสีดำตัดกับสีผิวปกติซึ่งเป็นสี เขียว
เมื่อผ่าผลดูในช่วงที่แสดงอาการก้นเหลืองเริ่มแรก ภายในบริเวณปลายผลใกล้ส่วนของเมล็ดจะเป็นจุดช้ำสีน้ำตาลหรือดำ และจะค่อยๆ ลุกลามไปจนทั่วบริเวณปลายผลเป็นแผลเน่าสีน้ำตาลเข้มหรือดำ เมล็ดอ่อนจะเริ่มเสียและมีสีดำ
ลักษณะอาการดังกล่าว่พบเป็นกับพันธุ์เขียวเสวยในแหล่งปลูกของ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา เพียงแหล่งเดียว และอาการนี้จะพบมากในปีที่มะม่วงมีการติดผลมากและติดผลเป็นกระจุก หรือเป็นพวง สำหรับแหล่งปลูกอื่นเช่นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียบเหนือ ยังไม่พบอาการของโรคนี้
สาเหตุ
จากการแยกเชื้อสาเหตุจากตัวอย่างมะม่วงที่เป็นโรค ทั้งจากผิวภายนอกและอาการเน่าภายในผล ไม่พบเชื้อชนิดใดเลย และจากข้อมูลต่างๆในการปฏิบัติรักษาสวนมะม่วงขอเกษตรกรจำนวนหลายรายที่ประสบ ปัญหาโรคดังกล่าวที่รวบรวมได้ พอจะให้แนวความคิดในเรื่องของสาเหตุของลักษณะอาการดังกล่าวว่า น่าจะเกิดจากสาเหตุอื่นนอกเหนือจากเชื้อโรค
ลักษณะอาการดังกล่าวนั้น จะคล้ายคลึงกับการขาดธาตุแคลเซียมซึ่งพบเป็นกับมะเขือเทศ โดยจะมีลักษณะอาการก้นเน่าเช่นเดียวกัน แต่ปัญหาการขาดธาตุแคลเซียมในมะม่วงนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการศึกษาโดยละเอียดต่อไป
สภาพสวนและการปฏิบัติรักษามะม่วงของเกษตรกรที่พบโรคนี้ ที่คล้ายๆกัน คือ
๑.  ดินที่ปลูกเป็นดินเหนียว ซึ่งมีธาตุโปแตสเซียมสูง
๒.  มีการพ่นปุ๋ยเคมี สูตร ๐-๕๒-๓๔ ในช่วงปลายฝน ประมาณ ๒-๓ ครั้ง
๓.  มีการใช้สารโปแตสเซียมไนเตรท (๖-๐-๓๔) ฉีดพ่นกระตุ้นให้มีการออกดอก
๔.  มะม่วงเขียวเสวยในแต่ละช่อติดผลมาก ซึ่งแสดงถึงการแก่งแย่งธาตุอาหารกัน
จากข้อมุลต่างๆ นั้นจะเห็นว่า มะม่วงในสวนแถบบางคล้านั้น ได้รับปริมาณโปแตสเซียมสูงกว่ามะม่วงที่ปลูกในแหล่งอื่น ซึ่งอาจทำให้การนำธาตุแคลเซียมไปใช้ในโครงสร้างของผลเป็นไปได้น้อยและไม่พอ เพียง ในขณะที่ผลมะม่วงในแต่ละช่อมีปริมาณมาก โดยที่แคลเซียมเป็นธาตุอาหารที่ทำให้เซลล์ของพืชแข็งแรงและอยู่ในระเบียบ การขาดธาตุดังกล่าวจึงอาจจะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณก้นผลซึ่งอยู่ไกลที่สุดไม่ สามารถจะเจริญได้ตามปกติ ทำให้เกิดอาการเหลืองและเน่าดำในที่สุด
การป้องกันกำจัด
เนื่องจากโรคนี้มักจะเกิดเมื่อมะม่วงติดผลมาก การแก้ไขที่พอจะทำได้คือการทยอยเก็บผลที่เริ่มมีอาการปลายผลออกสีเหลืองๆ ไปขายเสียก่อนเพื่อลดการแก่งแย่งธาตุอาหาร ผลที่เหลือมักจะไม่ค่อยพบอาการ
การฉีดพ่นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารเสริมพวกแคลเซียมอาจจะช่วยลดการเกิดอาการปลายผลเน่าได้ แต่ยังไม่มีการทดสอบในเรื่องนี้

โรคผลแก้วหรือผลกระเทย
มะม่วงที่กำลังติดผลไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ใด มีโอกาสที่จะพบมะม่วงผลเล็กๆ ที่มีลักษณะผิดปกติมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ชนิดพันธุ์ และมักจะพบบริเวณปลาย ๆช่อเป็นส่วนใหญ่
ผลที่มีลักษณะผิดปกตินี้อาจจะกลม หรืองอคล้ายเมล็ดถั่ว หรือเป็นรูปไต หรืออาจจะมีรูปร่างใกล้เคียงกับผลปกติของพันธุ์นั้นๆ แต่ผลมักจะไม่โตมากนัก บางครั้งอาจจะเหลืองร่วงตั้งแต่ยังเล็ก หรือถ้าโตขึ้นมาได้ขนาดก็จะไม่เกินครึ่งของผลปกติ และมักจะแตกง่าย ผลเหล่านี้จะมีลักษณะเหมือนกันคือไม่มีเมล็ด ซึ่งมักเรียกกันว่า “ผลแก้ว” หรือ “ผลกระเทย”
“ผลแก้ว” หรือ “ผลกระเทย” นี้ในไม้ผลชนิดอื่นๆก็พบได้เช่นกัน โดยเฉพาะในเงาะ ซึ่งเคยเป็นปัญหาต่อเกษตรกรผู้ปลูกในระยะเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมานี้ ผลกระเทยของเงาะจะเรียกว่า “เงาะขี้ครอก” หรือ “เงาหูช้าง” ซึ่งผลจะเล็กกว่าปกติ และไม่มีเมล็ด แต่สามารถสุกและมีสีสันสวยเช่นเดียวกับเงาะปกติ
ในลิ้นจี่ก็เช่นเดียวกัน เคยมีรายงานการเกิดอาการผลกระเทยของลิ้นจี่พันธุ์ค่อม ในสวนเกษตรกรแถบ อ.บางคนที สมุทรสงคราม และพบเสมอๆ กับลิ้นจี่พันธุ์เดียวกันนี้ที่นำไปปลูกในแหล่งปลูกอื่น เช่น นคตพนม และศรีสะเกษ
การเกิดอาการผลแก้วหรืผลกระเทยนี้ เชื่อกันว่าเกิดจากการผสมเกสรที่ไม่สมบูรณ์ กล่าวคือ เกสรตัวผู้ที่เข้าไปผสมกับเกสรตัวเมีย ไม่แข็งแรง หรือไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่  ทำให้ไข่ไม่ได้รับการผสมที่สมบูรณ์ จึงไม่เกิดเมล็ด แต่รังไข่ยังสามารถที่จะเจริญเป็นผลได้ การเจริญของรังไข่จะเป็นไปอย่างช้าๆ และสามารถที่จะอยู่ได้จนแก่ หากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แต่ขนาดของผลจะโตเพียง ๑/๔ หรือ ๑/๓ ของผลที่สมบูรณ์เท่านั้น
ผลกระเทยในมะม่วงนั้น โดยปกติก็จะพบบ้างบริเวณปลายๆช่อดอก และมักจะร่วงหล่นไปก่อนในช่วงแรกๆ พันธุ์มะม่วงที่มักพบกระเทยเสมอๆ ได้แก่พันธุ์หนังกลางวัน ซึ่งผลมักจะไม่ร่วงง่าย พันธุ์อื่นๆ ก็มีผลกระเทยเช่นเดียวกัน เช่น พันธุ์แรด ซึ่งก็พบว่าสามารถติดผลจนแก่ได้ พันธุ์เขียวเสวย ทองดำ น้ำดอกไม้ ฯลฯ ผลกระเทยมักจะร่วงง่าย และไม่ค่อยพบเห็นว่าอยู่จนกระทั่งแก่

ในปัจจุบันพบว่า การเกิดผลกระเทยในมะม่วง เริ่มจะมีมากขึ้นทุกปี โดยในปีที่ผ่านมานี้พบมะม่วงผลกระเทยค่อนข้างมากที่สวนเกษตรกร จ.เพชรบุรี เป็นกับมะม่วงพันธุ์หนังกลางวัน ที่ออกดอกและติดผลในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๑ สำหรับมะม่วงทางภาคเหนือ เช่น จ.น่าน พบมะม่วงผลกระเทยเป็นกับช่อดอกมะม่วงรุ่นที่บานเดือนกุมภาพันธ์ แต่ปริมาณที่พบไม่มากนัก ส่วนมะม่วงรุ่นแรกพบผลกระเทยน้อยมาก

สาเหตุการเกิดผลกระเทยในมะม่วง
ข้อมูลที่น่าจะนำไปพิจารณาหาสาเหตุการเกิดผลกระเทยนั้น ได้แก่
๑.  ปริมาณของดอกกระเทย (ดอกที่มีเกสรตัวผู้และตัวเมียในดอกเดียวกัน) มีมากกว่าปกติ ซึ่งอาจจะเกิดจากสภาวะแวดล้อม(อุณหภูมิ ความชื้น ฯลฯ) ที่เหมาะสมต่อการสร้างดอกกระเทย หรืออาจจะเกิดจากการใช้สารเคมีบางอย่างในช่วงมะม่วงแทงช่อดอกที่กระตุ้นให้ มีการสร้างดอกกระเทยมากขึ้นก็ได้ ทำให้มีการผสมระหว่างเกสรตัวผู้ของดอกกระเทยที่มีประสิทธิภาพไม่ดีกับเกสร ตัวเมียมากขึ้น จึงมีผลต่อการเกิดผลกระเทยมากขึ้น
๒.  ในช่วงดอกบานไม่พบแมลงชนิดที่บินได้ เช่น ผึ้ง แมลงวัน ฯลฯ ในแปลงปลูกเลยแม้แต่ตัวเดียว ซึ่งอาจจะเกิดจากในช่วงนั้นไม่มีแมลงระบาดเลย หรือมีการใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพดีมาก หรือมีกลิ่นเหม็นติดอยู่เป็นเวลานาน ทำให้ในช่วงดอกบานไม่มีแมลงผ่านเข้ามาในส่วนเลย จึงทำให้มีการผสมระหว่างเกสรตัวผู้จากดอกตัวผู้และเกสรตัวเมียของดอกกระเท ยน้อยกว่าปกติ
๓.  การให้น้ำให้อาหารแก่ต้นมะม่วงในช่วงออกดอกติดผลและการใช้สารเคมีป้องกัน กำจัดโรคแมลงที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้มีการติดของผลกระเทยได้ดียิ่งขึ้น จึงทำให้เห็นผลกระเทยติดอยู่กับต้นจนกระทั่งแก่ได้
ปัญหาผลกระเทยดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่น่าจะจับตามอง เนื่องจากปริมาณการเกิดผลกระเทย พบว่ามีเพิ่มมากขึ้นทุกที การศึกษาในรายละเอียดและสาเหตุที่แท้จริงของอาการผลกระเทยควรที่จะได้รับการ สนใจจากนักวิชาการในสายงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

ต้นมะม่วงเป้นโรค เน่าในมะม่วง รักษาอย่างไรค่ะ

|1 comments
ที่บ้านปลูกมะม่วงน้ำดอกไม่ค่ะ
แต่ปีนี้ ผลมันมีจุดดำๆแล้วพอปลอกออก
ข้างในมันเน่า
เค้าว่ามันคือ โรคเน่าในมะม่วง
แล้วจะรักษายังไงค่ะ กลัวมันเน่าหมดทั้งต้นค่ะ

รบกวนช่วยด้วยนะค่ะ

....................ลองดูตัวอย่างนะครับ  ว่า  ตรงกับอาการไหนนะครับ  ถ้าไม่ตรง  รอพี่ๆ ท่านต่อไปมาช่วยแนะนำอีกทีนะครับ


โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose)

           อาการของโรค ใบเป็นจุดสีน้ำตาล แผลบนผลมีรูปร่างค่อนข้างกลม มีขอบชัดเจน สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ตรงกลางแผลจะยุบลงเล็กน้อย

           สาเหตุ  เชื้อรา (Colletotrichum gloeosporioides)

           การป้องกันกำจัดโรค ใช้สารเคมี เช่น แมนโคเซบ คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ เบโนมิ

ลักษณะของใบ

.....................อีกตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเข้าข่ายนะครับ


โรคราดำ

           อาการของโรค บนใบที่เป็นโรคจะมีผลคล้ายเขม่าดำคลุมผิวใบ หรืออาจพบอาการของโรคบนส่วนอื่น ๆ ของพืช เมื่อใช้มือลูบจะหลุดออก อาการของโรคนี้มักเกิดภายหลังจากการทำลายของแมลงปากดูด

           สาเหตุ  เชื้อรา (Cladosporium sp.

           การป้องกันกำจัดโรค ใช้สารเคมี ได้แก่ คาร์บาริล ไซฟลูทริน ในการป้องกันกำจัดแมลงปากดูดพวกเพลี้ยจั๊กจั่น ในช่วงที่มะม่วงเริ่มแทงช่อดอก และ


ลักษณะผล


* กรณีที่เป็นแมลงมารบกวนไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีเพื่อกำจัดแมลงก็ได้นะครับ  สามารถหลีกเลี่ยงโดยใช้วิธีอื่น




น่าจะเป็นโรคแอนแทรกโนส
แต่ถ้าเน่าแบบมีหนอนด้วยก็น่าจะเป็นแมลงวันทองเข้าทำลาย



้ใช้สารพวก โพรคลอราซ
หรือ โพรพิโคนาโซล+โพรคลอราซครับ

ละลายน้ำฉีดครับ
น่าจะช่วยได้ครับ


มายืนยันตาม Seto16 อีกคน ฟันธง

แต่ถ้าจะใช้ชีววิธี ก็จุลินทรีย์ไตรโคเดอรฺม่า ฮาซิเอนั่ม+ บิวเวอร์เรีย บาสสิเอน่า

ถ้าเคมีโบราณที่สุด ใช้จนพร่ำเพรื่อ ก็คือคาร์เบนดาซิม + แมนโคเซบ

อันนี้อย่าใช้เลย มันไม่ครอบคลุมทุกอาการ ใช้แล้วติด ใช้แล้วใช้อีก
เปลืองสตางค์ ในระยะยาว

ขอบคุณคุณ csuwan ที่มาช่วยยืนยันครับ
เอ...ไม่ธรรมดานะครับ
รู้จักสองตัวนี้ด้วย
ต้องเซียนสวนมะม่วงแน่ๆๆเลย
ว่างๆมาแชร์การทำมะม่วงให้เพื่อนๆดีครับ